เปิดตัวไทยบาทดิจิทัลหวังลดถูกหลอกซื้อขายออนไลน์

บาทฟินเทคเปิดตัวเทคโนโลยีบล็อคเชน แก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ พร้อมระดมทุน ICO

นายศักดา เกตุแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บาทฟินเทค เปิดเผยว่า บริษัทได้คิดค้นระบบเงินดิจิทัลที่ปกป้องการซื้อขายออนไลน์ให้มีความปลอดภัย คือ “ระบบไทยบาทดิจิทัล” เนื่องจากยอดการเติบโตของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ในประเทศไทยสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาการหลอกลวงมากกว่าร้อยละ 30 ของยอดอี-คอมเมิร์ซในช่วงที่ผ่านมา จนกลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะการซื้อขายส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไมโครเพย์เม้นท์ หรือยอดซื้อขายจำนวนน้อยไม่คุ้มค่ากับการฟ้องร้องหรือเอาผิดทางกฎหมาย

ทั้งนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยีบล็อคเชนที่กำลังได้รับความนิยมมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบทั้งหมด ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วมีต้นทุนต่ำ ปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพอย่างมาก โดยขณะนี้กลายเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเงินระดับโลกจะนำมาใช้ในธุรกิจของตนเองแล้ว อย่าง Paypal, JPMorgan เป็นต้น จากเดิมเคยใช้ระบบแบบรวมศูนย์ที่มีราคาแพงอย่างมากเปลี่ยนมาเป็น บล็อคเชนที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกับระบบไทยบาทดิจิทัล ส่งผลให้สามารถนำระบบค่าธรรมเนียมของธุรกรรมที่ต่ำมากมาให้บริการได้ระบบของบริษัทจะทำให้ผู้ซื้อผู้ขายได้ใช้จ่ายผ่าน “ไทยบาทดิจิทัล” เมื่อผู้ซื้อโอนเงินไปที่ผู้ขายผ่านระบบกระเป๋าเงินดิจิทัล ระบบเงินจะถูกลด-เพิ่มจากบัญชี โดยบัญชีผู้ซื้อจะถูกตัดและขึ้นสถานะรอการยืนยันที่บัญชีผู้ขาย เช่นเดียวกับระบบเช็ค รอการเคลียริ่ง เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตามที่ตกลงกับผู้ขาย เงินไทยบาทดิจิทัลจะเข้าบัญชีผู้ขายโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดทำให้การซื้อขายไม่สมบูรณ์ ระบบก็ทำการคืนเงินให้กับผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ

โดยระบบนี้จะดีกว่าการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต visa master card หรือ paypal แม้บัตรเครดิตผู้ซื้อจะนิยมเพราะได้สะสมแต้มและสิทธิพิเศษอื่น ๆ แต่ขณะเดียวกันกับมีการหักเงินฝั่งผู้ขายร้อยละ 2-6 ทุกธุรกรรม ซึ่งบริษัทเจ้าของบัตรเครดิตได้ส่วนแบ่งร้อยละ 4 และให้คืนผู้ใช้บัตรร้อยละ 1 ซึ่งการซื้อของออนไลน์แบบบุคคลทั่วไปจะไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากสินค้าออนไลน์เป็นตลาดที่แข่งขันสูง กำไรต่ำ ส่วนใหญ่รับด้วยเงินสดหรือโอนเงิน ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงมากของผู้ซื้อ ขณะเดียวกันไทยบาทดิจิทัลคิดค่าธรรมเนียมแค่ร้อยละ 0.1 และเข้ามาจัดการความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทั้งระบบ

นายศักดา กล่าวว่า ปี 2561 บริษัทคาดว่าจะมีการใช้ระบบไทยบาทดิจิทัลประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าอี-คอมเมิร์ซในไทย หรือประมาณ 70,000 ล้านบาท และเชื่อว่าการใช้ไทยบาทดิจิทัลจะทำให้ยอดการสูญเสียจากการหลอกลวงในอี-คอมเมิร์ซลดลงถึงร้อยละ 100 ส่วนระยะยาวคาดว่าปริมาณการใช้ระบบไทยบาทดิจิทัลจะครอบคลุมร้อยละ 50 ของตลาดทั้งหมดภายใน 5 ปี

สำหรับเป้าหมายกลุ่มแรกที่จะเลือกใช้ระบบไทยบาทดิจิทัล คือ กลุ่มผู้ค้าอี-คอมเมิร์ซจากบริษัทใหญ่ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการซื้อขายให้กับลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีวงเงินหลายพันบาทต่อชิ้น และไม่ต้องการพึ่งพาเว็บซื้อขายที่มีระบบเครดิตการชำระเงินที่ไม่เหมาะสม หลังจากนั้นจะเป็นกลุ่มลูกค้าไมโครเปย์เม้นท์ หรือการค้ารายย่อยที่ต้องการเงินหมุนเวียนสูงจะตามมา

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนระดมทุนด้วย Initial Coin Offering (ICO) ด้วยการออกเหรียญโทเคน 300 ล้านเหรียญโทเคน มูลค่าเริ่มต้น 3 บาทต่อ 1 เหรียญโทเคน โดยจะเปิดรอบพรีเซล 30 มีนาคมนี้ และขายผ่านตลาดเสรีตั้งแต่ 30 เมษายนเป็นต้นไป พร้อมระบุว่าในอนาคตมีแผนจะเข้าสู่ระบบการเงินปกติด้วยการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย การระดมทุนด้วย ICO ครั้งนี้จะใช้ผู้ตรวจสอบ (Auditor) ที่ดูแลการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้จัดการซื้อขายครั้งนี้ ทำให้มาตรฐานการ ICO ของบริษัทเทียบเท่ากับการระดมทุนในตลาดปกติ คาดว่าภายใน 3 เดือนจะสามารถระดมทุนได้ตามที่บริษัทตั้งเป้าหมายเพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปใช้เป็นเงินหมุนเวียนผ่านระบบไทยบาทดิจิทัลทั้งหมด.-สำนักข่าวไทย

Close